5 วิธี รักษาฝ้า เปลี่ยนหน้าพัง ให้สวย สว่างกระจางใส

ด้วยสภาพอากาศในบ้านเราที่มีแสงแดดที่ร้อนอยู่ตลอดทั้งวัน ทำให้หลายคนมักจะประสบปัญหาหน้าเป็นฝ้าเลี่ยงไม่ได้แม้กระทั่งแสงไฟจากออฟฟิศ หรือคนที่ต้องทำงานกลางแจ้งและโดนแดดเป็นเวลานานจึงทำให้ในปัจจุบันมีเทคนิคการรักษาฝ้าและวิธีการในการรักษาฝ้าขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ การใช้ครีมบำรุง การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทำการรักษา วันนี้เรามาดูกันว่า 5 วิธีในการรักษาฝ้าที่เห็นผลและช่วยคืนความสวยให้กลับเรามีวิธีไหนบ้าง

1.ลดฝ้าด้วยกรด AHA กรด AHA มีชื่อเต็มว่า alpha hydroxy acid เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นกรด เป็นสารที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติเช่น กรด ซิตริกจากมะนาว ส้ม และส้มโอ กรดมัลลิกจาก แอปเปิ้ล กรดไกลโคลิกจากอ้อย กรดแล็กติกจากนมเปรี้ยว กรดทาร์ทาลิกจากมะขาม และไวน์การใช้กรดผลไม้ที่เรียกว่า AHA ในการขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไป เพื่อเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ขึ้นมาแทนที่ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไปได้แล้ว
ยังสามารถช่วยลดเม็ดสีเมลานินให้หลุดออกไปได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะได้ผลช้า แต่นับว่าเป็นวิธีรักษาฝ้ากระที่ปลอดภัย ทำให้รอยกระค่อย ๆ จางลงได้จริง และอีกทั้งราคายังไม่สูงมากอีกด้วยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น AHA หากสูตรที่เข้มข้นสูงๆแล้ว ต้องทำในสถานพยาบาลและแพทย์ดูแลอย่างไกล้ชิดค่ะ

2. ลอกฝ้าด้วยกรด TCA
กรด TCA มีชื่อเต็มว่า Trichloro acetic Acid เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรดเป็นสารที่สกัดจากผลไม้เช่นเดียวกับกรด AHA ซึ่งคุณสมบัติที่เรารู้จักกันดีของกรดส่วนใหญ่นั้น ก็คือการกัดการลอกต่าง ๆ ซึ่งคุณสมบัติเด่นของกรด TCA คือ การลอกผิวของเรานั่นเอง โดยหัถการนี้ต้องทำโดยแพทย์(ห้ามทำเองเด็ดขาด)วิธีการทำโดยหมอจะแต้มกรด TCA ลงไปที่หน้าของเรา บริเวณที่เป็นฝ้า
เพื่อทำให้เซลล์ผิวชั้นบนและเม็ดสีเมลานินให้หลุดออกมาได้ เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยหากทำด้วยความระมัดระวัง ต้องทำอย่างสม่ำเสมอประมาณ 1 เดือนครั้งจนกว่าฝ้าจะจางลงปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากบางคน อาจจะไม่ชอบการพักฟื้นนาน เพราะหลังลอกฝ้าด้วย TCAอาจจะเป็นขุย หน้าแห้งแสบ และต้องเลี่ยงแดดหนักมาก

3. รักษาฝ้าด้วยแสง Laser
เลเซอร์รักษาฝ้า คือ กระบวนการรักษาฝ้าอีกหนึ่งวิธีที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่งช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นด้วยเลเซอร์
โดยยิงแสงเลเซอร์ไปตรงบริเวณที่เกิดฝ้า และลอกชั้นผิวหนังออกทีละชั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการกรอผิวด้วยแสงเลเซอร์(Lasabrasion) หรือการยิงทำลายด้วยแสงเลเซอร์ (Laser Vaporization) ซึ่งปัจจุบันมีการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ที่นิยมด้วยกันอยู่ 3 ชนิด คือ IPL Laser มีชื่อเต็มว่า Intense Pulsed Light Laser เป็นเทคโนโลยีที่นำพลังงานแสงความเข้มข้นสูงที่มีความยาวหลายช่วงคลื่น จริงๆแล้วสามารถช่วยได้ในหลายเรื่อง เช่นกำจัดขน แต่วันนี้แอดมินขอเสนอในส่วนของการรักษาฝ้า IPL LASER ลักษณะคล้ายแสงแฟลชมาใช้ในการรักษาและแก้ปัญหาผิวช่วยฟื้นฟูสภาพผิวและรอยดำที่เกิดจากการทำร้ายของแสงแดดลด ฝ้า กระ รอยแดง รอยดำให้จางลง และรูขุมขนเรียบเนียนกระชับขึ้นพร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวหนังแลดูเนียนใสสุขภาพดีหลังทำไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีรอยใดๆ ข้อแนะนำในการทำควรทำ 2-4 อาทิตย์/ครั้งซึ่งหากถามถึงผลการรักษาฝ้านั้นต้องให้แพทย์ตรวจและดูแลอย่างไกล้ชิด เบื้องต้นการรักษาฝ้า แนะนำควรทำต่อเนื่อง 3-5 ครั้งขึ้นไป Q-switched ND YAG LASER เป็นการรักษาฝ้า ด้วยการใช้คลื่นแสงที่มีการปล่อยพลังงาน 1064 nm และ532 nm จะส่งผลให้เกิดการลดเม็ดสีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวผิวที่สร้างใหม่ นั้นจะแลดูกระจ่างใสอ่อนวัย มีความนุ่มและเรียบเนียนและไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะต้องทำประมาณ 3– 6 ครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความตื้นลึกของเม็ดสีของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน แต่ก็มีข้อเสียเช่นกันคือการต้องหลบเลี่ยงแดดอย่างมาก หรือหากเกิดใช้พลังงานที่สูงเกินไปอาจจะทำให้เม็ดสี กระจายและทำให้เกิดเป็นฝ้าอาจจะกระจายเยอะกว่าเดิม

ฉีดเมโสลดฝ้า

4. รักษาฝ้าด้วยการฉีด MESO THERAPY
MESO THERAPY คือ การใช้เข็มเป็นตัวผลักสารที่เป็นฉีดตัวยารักษาฝ้า เข้าไปในชั้นผิวของเราที่เรียกว่า“ผิวชั้นเมโส” เป็นการฉีดตัวยารักษาฝ้าเข้าไปในชั้นผิวของเรา วิธีนี้ถือว่าเป็นการรักษาที่ตรงจุดตัวยาสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ทันที ทำให้ผิวหน้าของเราขาวใส ฝ้าและจุดด่างดำดูลดลงซึ่งการเห็นผลนั้นจะชัดเจนมากน้อย ขึ้นอยู่กับตัวยาที่เราฉีดเข้าไปว่าช่วยลดฝ้าได้มากน้อยแค่ไหนโดยส่วนใหญ่แล้ว ตัวยาเมโสฝ้านั้น ก็จะประกอบด้วยสาร whitening ต่างๆ ซึ่งผลข้างเคียงของการทำเมโสฝ้าก็มีบ้างเช่นกัน เช่น อาจจะทำให้หน้าแห้ง (เนื่องจากสาร whitening)แนะนำให้ใช้มอยเจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นไปด้วยควบคู่กัน และอาจจะมีรอยเข็มเล็กๆหลังทำเล็กน้อย(อ่านข้อมูล Kill Melasma สูตรรักษาฝ้า จากสเปนล่าสุด คลิก)

5. รักษาฝ้าด้วยครีมบำรุงผิว
เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ได้ผลดีและปลอดภัย ใช้ได้ผลดีกับฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก แต่เห็นจะผลได้ช้ากว่าวิธีอื่น ๆและยาบางตัวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มี อย.โดยการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มเห็นผลว่าฝ้าดูจางลงใน 1-2 เดือน ถ้าใช้ต่อเนื่องเกิน 6 เดือน ก็จะเห็นผลอย่างชัดเจน แต่สำหรับฝ้าลึกนั้นจะค่อนข้างรักษาได้ยากหากต้องใช้ยาทาเพียงอย่างเดียว จึงต้องใช้วิธีการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยยาทาที่นิยมใช้กันก็ได้แก่ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) เป็นยาตัวหลักที่แพทย์นิยมใช้ในวิธีรักษาฝ้าให้หายขาด เพราะสามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีและทำลายเม็ดสีบางส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังได้ แต่ยานี้ก็มีผลข้างเคียงสูง เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน บวม แดง และลอกเป็นขุย ๆ ได้ในการใช้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพราะหากใช้ยานี้ที่มีความเข้มข้นมากหรือใช้เป็นเวลานานก็อาจทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง สีผิวบริเวณนั้นเข้มขึ้น หรือเกิดฝ้าถาวรที่รักษาไม่หาย

กรดวิตามินเอ (Retinoic Acid) เป็นยาทาที่ช่วยเร่งการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบน จึงช่วยให้รอยฝ้าดูจางลงได้แต่ยารักษาฝ้านี้ต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นผล และระหว่างใช้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสง และทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ ผิวหนังแดง คัน ผื่นผิวหนัง ผิวหนังอักเสบ แห้ง ลอก แสบร้อนผิวมีสีเข้มขึ้นหรือซีดลง

ไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ และสารสเตียรอยด์ (Kligman’s Formula) เป็นตัวยาอีกตัวที่แพทย์นิยมใช้เนื่องจากใช้ง่าย และมีสเตียรอยด์อ่อน ๆ เพื่อช่วยลดการระคายเคืองของไฮโดรควิโนนและกรดวิตามินเอ แต่หากใช้วิธีรักษาฝ้านี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดฝ้าจากสเตียรอยด์หรือเกิดฝ้าถาวรจากไฮโดรควิโนนได้ ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ เกิดอาการแดง คัน ระคายเคือง ผิวแห้ง ลอก ผิวมีสีเข้มขึ้นหรือซีดลงสิว ฯลฯในการใช้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเช่นกันกลุ่มอะเซเลอิก (Azelaic Acid) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในลดการสร้างเม็ดสีได้ดีเทียบเท่ากับยาทาไฮโดรควิโนนแต่การใช้ยานี้ช่วงแรกอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหรือแสบร้อนบริเวณผิวหนังได้ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังหรืออยู่ในการดูแลของแพทย์ ไวท์เทนนิ่ง (Whitening Agents) เช่น วิตามินซี, สารสกัดจากชะเอมเทศ, อาร์บูติน, กรดโคจิก,สารสกัดจากถั่วเหลือง ฯลฯเป็นการรักษาฝ้าอย่างถูกวิธีและปลอดภัยที่สุดเนื่องจากเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่ำ

 แม้จะได้ผลช้ากว่ายาทาแต่ก็ได้ผลค่อนข้างดีในระยะยาวที่ช่วยทำให้ฝ้าจางลงและผิวขาวขึ้นเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้าให้หายขาดที่ได้ผลชัดเจนทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการในการรักษาฝ้าเป็นเป็นที่นิยมซึ่งการรักษาฝ้าในแต่ละวิธีที่กล่าวมานั้นจะได้ผลมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของผิวหนังและความลึกของการเกิดฝ้าบนใบหน้า ดังนั้นควรเข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญในทุกครั้งของการรักษาและไม่ให้เกิดอันตรายกับเรา

แต่ถ้าหากยังไม่มีคลินิกที่จะเข้ารับการรักษาสมารถเข้ามาปรึกษาพร้อมรักษาได้ที่ charmer clinic ทุกสาขาได้เลยคะ

 

จองคิวที่ call center 085-9192768

สาขารัชดา โทร 094-5598748
สาขาอุดมสุข(บางนา) โทร 095-521-0666
สาขาเพชรเกษม 81 โทร 095-058-3666
สาขารังสิต โทร 094-696-532
โทรปรึกษา/จองคิว 085-9192768

 

 อ่านบทความ เลเซอร์กับเมโสแตกต่างกัน อย่างไรคลิก

 

รีวิวรักษาฝ้า
Previous
Next

** ผลลัพธ์แตกต่างไปแต่ละบุคคล **

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]